แถลงการณ์ร่วม

       
       ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2008 มีการประชุมหารือกันระหว่าง นายซก ฮัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรับผิดชอบสำนักคณะรัฐมนตรี แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อสืบต่อการหารือระหว่างทั้งสองท่าน ว่าด้วยการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไว้ในบัญชีมรดกโลก การประชุมคราวนี้จัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ขององค์การยูเนสโก ในกรุงปารีส โดยที่มีท่านอื่นๆ เข้าร่วมด้วย ได้แก่ นางฟรองซัวส์ ริเวเร (Francoise Riviere) ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวัฒนธรรมของยูเนสโก, เอกอัครราชทูต ฟรานเซสโก คารูโซ (Francesco Caruso), นาย อาเซดิโน เบสชอต (Azedino Beschaouch), นางเปาลา เลออนซินี บาร์โตลี (Paola Leoncini Bartoli) และนายจิโอวานนี บอคคาร์ดี (Giovanni Boccardi)
       
       การประชุมหารือคราวนี้ดำเนินไปด้วยเจตนารมณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือกัน
       
       ระหว่างการประชุมหารือ ทั้งสองฝ่ายได้ทำความตกลงกันดังต่อไปนี้
       
       1. ราชอาณาจักรไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหาร เข้าไว้ในบัญชีมรดกโลก ตามการเสนอของราชอาณาจักรกัมพูชา ณ การประชุมครั้งที่ 32 ของคณะกรรมการพิจารณามรดกโลก (นครควิเบก, ประเทศแคนาดา, เดือนกรกฎาคม 2008) ตามขอบเขตรอบดินแดนซึ่งระบุไว้ว่าเป็น หมายเลข 1 ในแผนที่ซึ่งจัดทำโดยทางการผู้รับผิดชอบของกัมพูชา และได้แนบท้ายมาด้วยแล้ว แผนที่ดังกล่าวยังได้ครอบคลุมพื้นที่กันชนทางด้านตะวันออกและด้านใต้ของปราสาท โดยระบุให้เป็น หมายเลข 2
       
       2. ด้วยเจตนารมณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือกัน ราชอาณาจักรกัมพูชายอมรับว่า ปราสาทพระวิหารที่จะเสนอขอขึ้นทะเบียนไว้ในบัญชีมรดกโลก ในขั้นนี้จะไม่ได้รวมพื้นที่กันชนทางด้านเหนือและด้านตะวันตกของปราสาท
       
       3. แผนที่ซึ่งอ้างไว้ในวรรค 1 ข้างต้น จะแทนที่แผนที่ต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องและบรรจุไว้ใน “Schema Directeur pour le Zonage de Preah Vihear” ตลอดจนการอ้างอิงด้านกราฟฟิกทั้งหมดที่ระบุบ่งชี้ถึง “บริเวณหลัก” (core zone) และการแบ่งบริเวณอื่นๆ (zonage) ของปราสาทพระวิหาร ที่บรรจุอยู่ในแฟ้มเสนอขอขึ้นทะเบียนของกัมพูชาด้วย
       
       4. ระหว่างที่รอผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการร่วมเพื่อการปักปันเขตแดนทางบก (Joint Commission for Land Boundary หรือ JBC) เกี่ยวกับพื้นที่ด้านเหนือและด้านตะวันตกรอบๆ ปราสาทพระวิหาร ซึ่งได้รับการระบุให้เป็น หมายเลข 3 ในแผนที่ที่อ้างอิงไว้ในวรรค 1 ข้างต้น แผนการบริหารจัดการพื้นที่เหล่านี้จะได้รับการจัดทำในลักษณะของการประสานร่วมมือกันระหว่างทางการผู้รับผิดชอบของกัมพูชาและทางการผู้รับผิดชอบของไทย โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการอนุรักษ์ระหว่างประเทศ ด้วยทัศนะที่มุ่งรักษาคุณค่าอันเป็นสากลที่โดดเด่นของทรัพย์สินดังกล่าวนี้ แผนการบริหารจัดการดังกล่าวนี้จะบรรจุไว้ในแผนการบริหารจัดการสุดท้ายสำหรับปราสาทพระวิหารและบริเวณรอบๆ ปราสาท ซึ่งจะยื่นเสนอต่อศูนย์กลางมรดกโลก (World Heritage Centre) ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2010 เพื่อการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณามรดกโลก ในการประชุมครั้งที่ 34 ในปี 2010
       
       5. การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไว้ในบัญชีมรดกโลกครั้งนี้ จะไม่ทำให้เสื่อมเสียสิทธิ์ของราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ในการกำหนดปักปันเขตแดนของคณะกรรมการร่วมเพื่อการปักปันเขตแดนทางบก (JBC) ของประเทศทั้งสอง
       
       6. ราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ขอแสดงความซาบซึ้งใจอย่างยิ่งต่อท่านผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก ฯพณฯ นายโคอิชิโร มัตสึอุระ สำหรับความช่วยเหลือของท่านในการอำนวยความสะดวกให้แก่กระบวนการเพื่อการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไว้ในบัญชีมรดกโลก
       
       พนมเปญ, 18 มิถุนายน 2008        กรุงเทพฯ, 18 มิถุนายน 2008
       
       ในนามรัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชา  ในนามรัฐบาลราชอาณาจักรไทย
       
       ฯพณฯ นาย ซก อัน                    ฯพณฯ นายนพดล ปัทมะ
       รองนายกรัฐมนตรี                     รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
       รัฐมนตรีรับผิดชอบสำนักคณะรัฐมนตรี
       
        ปารีส, 18 มิถุนายน 2008
       ผู้แทนของยูเนสโก
       
        ฟรองซัวส์ ริวีเร
       ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวัฒนธรรม
       
       
       สำหรับคำอธิบายและการแจกแจงเนื้อหาของแถลงการณ์ร่วมข้างต้น (รวมถึงแผนผังแนบท้าย) ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ สถาบันไทยคดีศึกษา ชี้ให้เห็นประเด็นบางประการที่ไว้ดังนี้คือ
       
       ข้อที่ 1 ที่ระบุว่า ไทยสนับสนุนการลงทะเบียนประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการพิจารณามรดกโลกครั้งที่ 32 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 ณ นครควิเบก ประเทศแคนาดา โดยการกำหนดเขตรอบดินแดนนั้นระบุตามหมายเลข 1 ในแผนที่ซึ่งจัดทำโดยกัมพูชา รวมถึงหมายเลข 2 คือ ด้านตะวันออกและด้านใต้ของปราสาทก็ถูกรวมเข้าไปในแผนที่ดังกล่าวด้วย
       
       ข้อที่ 2 ที่ระบุว่า เพื่อเห็นแก่ความปรองดอง กัมพูชาจะยอมรับการเสนอให้ปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยละเว้นการระบุว่าพื้นที่บริเวณด้านเหนือและด้านตะวันตกของตัวปราสาทว่าเป็นของใคร และ ข้อที่ 5 ที่ระบุว่า การลงทะเบียนปราสาทพระวิหารให้เป็นมรดกโลกจะต้องปราศจากการละเมิดสิทธิของกัมพูชาและไทย ในการกำหนดเขตแดนในการทำงานของคณะทำงานร่วม The Joint Commission for Land Boundary (JBC) ของทั้งสองประเทศ ซึ่ง แถลงการณ์ร่วมทั้ง 3 ข้อนั้นบ่งชี้ว่าไทยยอมรับแผนที่ปักปันที่ทางกัมพูชาทำเสนอในขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในมาตรการส่วน 1:200,000 โดยไม่ได้ยอมรับแผนที่ของฝ่ายไทยที่ยึดถือแผนที่มาตรส่วน 1:50,000 ตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2505 ซึ่งถือเป็นการขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี และการที่ไทยยอมรับพื้นที่ตามแผนผังจะถือว่าเป็นการยอมรับพื้นที่ตามพระราชกฤษฎีกาของกัมพูชาเท่ากับว่าไทยต้องเสียดินแดนที่เป็นปัญหาทับซ้อนกันให้กับกัมพูชาถึง 4.6 ตารางกิโลเมตร (อ่านข่าวเพิ่มเติม : นักวิชาการยันไทยเสียดินแดนให้กัมพูชา 4.6 ตร.กม.)
       
       นอกจากประเด็นข้างต้นแล้ว ยังมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญชี้ให้ด้วยเห็นว่า “แถลงการณ์ร่วม” ฉบับนี้ในทางสากลอาจมีผลเช่นเดียวกันกับ “หนังสือสัญญา” ระหว่างรัฐต่อรัฐ และอาจมีผลทำให้ประเทศไทยสูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดนอีกด้วย
                                          
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 มิถุนายน 2551 00:32 น.

พันธมิตร ยกพล20 มิถุนา บุกทำเนียบ  สู้แตกหัก-ไม่ชนะไม่กลับ

โต้พันธมิตรฯ : นางสดศรี สัตยธรรม หนึ่งในห้าเสือกกต.ที่ถูกกลุ่มพันธมิตรฯขับไล่โชว์พาสปอร์ตยืนยันไม่เคยไปพบนายจาตุรนต์ ฉายแสง ที่เมืองจีน พร้อมกับประกาศฟ้องกลุ่มพันธมิตรที่ทำให้เสียหาย
พันธมิตรฯยกพล20มิถุนา
บุกทำเนียบฯ
สู้แตกหัก-ไม่ชนะไม่กลับ
ทุบหม้อข้าวเคลื่อนจากมัฆวานฯ
สรส.ใช้อารยะขัดขืนตัดน้ำตัดไฟ
ครม.ทุ่ม30ล้านให้ตร.หาข่าวม็อบ

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) มีมติเอกฉันท์ประกาศจุดยืนพร้อมเคียงบ่าเคียงไหล่กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อใช้มาตราการ"อารยะขัดขืน" ต่อต้านรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อย่างเป็นทางการแล้วภายหลังการประชุมสุดยอดผู้นำแรงงาน 43 ซึ่งจัดขึ้นที่ โรงแรมหลุยส์ แทเวิร์น ย่านถนนวิภาวิดีรังสิต เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน

สรส.จับมือพันธมิตรฯไล่รัฐบาล

โดยนายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสรส. ได้อ่านแถลงการณ์ประกาศจุดยืนที่จะเข้าร่วมชุมนุมกับฝ่ายพันธมิตรฯ เนื่องจากเห็นว่าการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลล้มเหลวโดยสิ้นเชิงทั้งการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ น้ำมันแพง แรงงาน และปากท้องประชาชน

นอกจากนี้ยังมีการรีบเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลที่อยู่ภายใต้ระบอบทักษิณ มีการทุจริตคอรัปชั่น แทรกแซงสื่อมวลชนโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม ทำให้รัฐบาลหุ่นเชิดของระบบทักษิณหมดความชอบธรรมที่จะบริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไป

ใช้อารยะขัดขืนสู้จนกว่าจะชนะ

"สรส.พร้อมที่จะปฏิบัติการสู้เคียงบ่าเคียงไหล่เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ และพร้อมที่จะใช้มาตาการ"อารยะขัดขืน"อย่างเฉียบขาดตอบโต้รัฐบาล เช่น การให้ประชาชนขึ้นรถฟรีทั้งทางรถไฟ บขส. ขสมก. งดจ่ายน้ำประปา ไฟฟ้าให้กับหน่วยงานรัฐ รวมทั้งนัดหยุดงานทันทีหากมีการใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม"นายสาวิทย์ กล่าว

พร้อมกับประกาศให้สมาชิกและครอบครัวเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ และกิจกรรมทุกกิจกรรมในการต่อสู้กับรัฐบาลจนกว่าจะได้รับชัยชนะเนื่องจากรัฐบาลนี้หมดความชอบธรรมแล้ว"นายสาวิทย์ กล่าวและคาดว่าจะมีพนักงานรัฐวิสาหกิจเข้าร่วมการชุมนุมไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคน

กฟน.ประเดิมขู่ตัดไฟมหาดไทย

นายคมสันต์ ทองศิริรองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กล่าวว่า สำหรับมาตรการของ กฟน.ที่กำลังดำเนินการในขณะนี้ คือ การทำหนังสือทวงไปยังหน่วยงานของราชการที่ติดค้างชำระค่าไฟฟ้าอยู่ โดยได้ทำหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงมหาดไทยแล้ว ซึ่งติดค้างชำระค่าไฟอยู่กว่า 13 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา

"หากภายใน 7 วัน ยังไม่มีการจ่ายค่าไฟ ทางกฟน.จะทำการตัดไฟทันที ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นการทำเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกับประชาชน"นายคมสันต์ กล่าว

ด้านนายสมเกียรติ รอดเจริญ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่าเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่าขณะนี้สหภาพแรงงานเกือบทั้งหมดกำลังถูกรัฐบาลเข้าแทรกแซงการทำงานอย่างหนัก

หมอลักษ์ฟันธง2กค.นองเลือด

ขณะเดียวกันหมอดูชื่อดังได้ออกมาโต้แย้งคำกล่าวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ทำนายว่า หลังวันที่ 2 กรกฏาคมนี้ สถานการณ์การเมืองจะคลี่คลายดีขึ้น โดย"หมอฟันธง"หมอลักษณ์ เรขานิเทศ กล่าวว่า วันที่ 2 กรกฎาคม จะเป็นวันที่น่ากลัวที่สุดในรอบ 30 ปี ความเป็นความตาย การระเบิด เพลิงไหม้ ไฟใต้ หรืออารมณ์คนปะทุ เป็นวันนรกชัดๆ

ทั้งนี้ขอเตือนว่า ทุกฝ่ายต้องสามัคคี และต้องหยุด ไม่เช่นนั้นจะเกิดไฟไหม้นองเลือดใจกลางเมือง โดยเฉพาะวันที่ 6 กรกฎาคม บวกลบไม่เกิน 1 วัน ในเวลา 23.07 น.จะเกิดการแตกหักขึ้น

เทือกชี้ถ้าทักษิณหยุดทุกอย่างจบ

ส่วนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนไม่เข้าใจพ.ต.ท.ทักษิณมานานแล้ว ตั้งแต่ยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่เพราะชอบทำอะไรแปลกๆไปเรื่อยๆ ไม่หยุด ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณยอมหยุดคนเดียวทุกเรื่องก็จะสงบเรียบร้อย

"วันที่ 2 กค.ไม่มีนัยสำคัญ แต่มีนัยสำคัญคือวันที่ 8 ก.ค ศาลฎีกาจะตัดสินคดีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ผมเป็นชาวพุทธเชื่อในกฎแห่งกรรม ดวงดาวคงไม่มีส่วนบงการอะไร ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณรู้จักหยุด รู้จักพอ รู้จักถอยบ้านเมืองก็จะสงบสุข ชีวิตของ ท่านก็จะดีเอง"นายสุเทพ กล่าว

ผบ.ทร.จวกนักการเมืองตัวปัญหา

ในขณะที่พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ(ผบ.ทร.) กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองโดยเฉพาะคำทำนายของพ.ต.ท.ทักษิณว่า ปัญหาทั้งหลายต้นเหตุมาจากนักการเมืองที่สร้างปัญหาพวกนี้ขึ้นมา ดังนั้นนักการเมืองต้องมีสำนึก ต้องเป็นฝ่ายแก้ไขกันเอง ไม่ว่าฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา ต้องคุยกัน

"เรื่องถอยกันคนละก้าวก็พูดกันมานานแล้ว ผมก็ไม่รู้จะถอยกันอย่างไร ไม่เห็นถอยกันสักที ผมอยากให้เห็นใจประชาชน โดยเฉพาะประชาชนตั้งแต่ระดับกลางลงไปถึงด้านล่าง ตอนนี้เขาเดือดร้อนเรื่องเศรษฐกิจมาก ผมบอกมาตั้งนานแล้ว แต่ไม่เห็นทำกันเลย"ผบ.ทร. กล่าว

นักวิชาการชี้สังคมพร้อมแตกหัก

วันเดียวกันคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา 22 คณะได้จัดเสวนาวิชาการเรื่อง"ทางออกจากความขัดแย้งของสังคมไทย"

โดยนายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ ชี้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบันเป็นความขัดแย้งสุดโต่งและพร้อมที่จะแตกหักได้ทั้งสองฝ่าย

ขณะที่นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ชี้ว่า หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตัดมาตรา 309 ออกเมื่อไหร่เชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดได้

"เฉลิม"เชื่อม็อบหายซ่าถ้าไร้ASทีวี

ส่วนความคืบหน้ากรณีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย จะดำเนินคดีกับเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นที่รับสัญญานจากสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ที่ถ่ายทอดการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น

ล่าสุดร.ต.อ.เฉลิม ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากได้หารือกับผู้ประกอบการเคเบิ้ลทีวีไปแล้วทำให้ผู้ประกอบการเริ่มเข้าใจแล้วว่า การเผยแพร่สัญญานจากเอเอสทีวีนั้นเป็นเรื่องผิดกฏหมาย เชื่อว่าเมื่อได้รับความร่วมมือตรงนี้จะทำให้ความฮึกเหิมของม็อบลดลง

ขณะที่นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของเครือบริษัทผู้จัดการ กล่าวว่า จะยังไม่ไปฟ้องร.ต.อ.เฉลิมต่อศาลปกครองเพราะตรวจสอบแล้วสัญญานเอเอสทีวียังปกติ

"สดศรี"โต้รับสินบนสร้อยเพชร

วันเดียวกันนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง ได้แถลงตอบโต้กลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ ที่กล่าวหาดินทางไปพบกับนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่ประเทศจีนว่า ไม่เป็นความจริง พร้อมกับนำพาสปอร์ต มาให้ผู้สื่อข่าวพิสูจน์ว่าไม่เคยประทับตราไปที่จีน และว่าจะฟ้องร้องผู้ที่กล่าวหาด้วย

นอกจากนี้นางสดศรี ยังปลดสร้อยไข่มุกมาให้ผู้สื่อข่าวพิสูจน์ว่าเป็นของปลอมราคาแค่ 199 บาทเท่านั้น เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าไม่ใช่สร้อยเพชรที่พันธมิตรฯกล่าวหาว่าตนไปรับสินบนที่จีน

ซัดสนธิทำให้กกต.แตกเป็น2ขั้ว

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่ถูกพันธมิตรฯไล่พร้อมกับนายสมชัย จึงประเสริฐ นางสดศรี กล่าวว่า ต้องไปถามนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ แต่ตนเห็นว่า การทำเช่นนี้จะทำให้ทั้ง 3 คน ทำงานด้วยความยากลำบาก เพราะกลายเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาธิปัตย์ไป

"พันธมิตรฯ กำลังทำให้ กกต. แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นของรัฐบาล ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นของพันธมิตรประชาธิปัตย์ ซึ่งดูแล้วน่ากลัวมาก กกต.จะทำงานด้วยความยากลำบาก และกระทบต่อการลงมติ ซึ่งวิกฤตศรัทธาของประชาชนก็จะกลับมาที่สถาบันแห่งนี้อีก"นางสดศรี กล่าว

ทั้งนี้ได้มีฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯได้เดินทางมาให้กำลังใจนายสมชัย จึงประเสริฐ และนางสดศรี สัตยธรรรม พร้อมกับเผาหุ่นโจมตี 3 กกต.ที่เหลือด้วย

ครม.ทุ่มงบ30ล.ให้ตร.สืบข่าวม็อบ

มีรายงานจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในวันเดียวกันนี้ว่า ที่ประชุมได้อนุมัติงบกลางจำนวน 50 ล้านบาทให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)ตามที่เสนอขอรับการสนับสนุนเงินราชการลับ ซึ่งอ้างว่าจะนำไปใช้จ่ายภารกิจด้านการสืบสวนหาข่าวในการรักษาความสงบเรียบร้อย

ทั้งนี้เงินก้อนดังกล่าว แบ่งเป็นใช้สำหรับภารกิจหาข่าวในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้และ4 อำเภอในจ.สงขลา จำนวน 20 ล้าน และภารกิจการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองในพื้นที่กรุงเทพฯและจังหวัดต่างๆประมาณ 30 ล้านบาท ในช่วงเวลา 3 เดือน

เพราะจากการประเมินสถานการณ์คาดว่าจะชุมนุมยืดเยื้อและต่อเนื่อง และขยายตัวไปจังหวัดต่างๆ

พันธมิตรฯเจ็บป่วยร่วงทีละคน

ส่วนบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงเช้าไม่คึกคักเหลือผู้ชุมนุมบางตานอกจากนี้ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยขอรับยารักษาโรคพื้นฐาน อาทิ ยาแก้ไข้ ยาแก้ปวด ยาแก้ไอ จากหน่วยพยาบาลที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ชุมนุม เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน พร้อมกับมีการขอบริจาคยาด้วยเพราะเริ่มขาดแคลนแล้ว

ส่งดาวกระจายบุกบัวแก้ว18มิย.

ด้านนายพิภพ ธงไชย หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ยืนยันว่า ในวันที่ 18 มิถุนายน กลุ่มดาวกระจายจะเดินทางไปที่กระทรวงการต่างประเทศเพื่อทวงถามความชัดเจนเรื่องเขตแดนเขาพระวิหารที่อยู่ในความสงสัยของประชาชนว่ารัฐบาลจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

ขณะที่นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ กล่าวตอบโต้ว่า"ขอให้มาเถอะ จะมากี่คนก็ช่วยบอกด้วยนะ จะได้เตรียมแก้วกาแฟถูก"

ขู่เป่านกหวีดระดมพล3แสนคน

ในช่วงบ่ายมีการแสดงดนตรีเพื่อสร้างความผ่อนคลายให้กับผู้ชุมนุมด้วย สลับกับแกนนำพันธมิตรฯ ขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ทั้งเรื่องการไล่ปิดเอเอสทีวี พร้อมกับส่งสัญญานว่า พันธมิตรฯจะเป่านกหวีดระดมพลในเร็วๆนี้ คาดว่าจะมีผู้ร่วมชุมนุมไม่ต่ำกว่า 3 แสนคน ถ้าตำรวจไม่มีถึง 1 แสนคน ก็ยากที่จะยับยั้งผู้ชุมนุมที่จะบุกทำเนียบได้

จำลองส่งซิก20มิย.เคลื่อนพล

เวลา 18.00 น.พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายสุริยะใส กตะศิลา แกนนำพันธมิตรฯ ได้ร่วมแถลงโจมตีมติครม.และนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศกรณีเห็นชอบแผนที่กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกว่าอาจทำให้ไทยเสียค่าโง่สูญเสียดินแดนอีก 1 กิโลเมตร และน่าสงสัยว่ามีการยื่นหมูยื่นแมวแลกเปลี่ยนด้านพลังงาน และเขตเศรษฐกิจเกาะกงหรือไม่

"จะหารือกับแกนนำพันธมิตรฯอีกครั้งเพราะสถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปมาก อาจจะมีการเคลื่อนไหวใหญ่ในวันที่ 20 มิถุนายนนี้ แต่ขอให้รอเป่านกหวีดก่อน"พล.ต.จำลอง กล่าว

ลั่นทุกอย่างอาจจบก่อน2กค.

เมื่อถามเรื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าหลังวันที่ 2 กค.ทุกอย่างคลี่คลาย พล.ต.จำลอง กล่าวว่า สำหรับผมคิดว่าทุกอย่างน่าจะจบก่อนวันที่ 2 ก.ค. ถ้าบอกว่า 2 ก.ค.มันนานเกินไป"

นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า มติ ครม.กรณีเขาพระวิหารครั้งนี้ ทำให้เราเสียเปรียบ และไม่มีทางที่จะได้ดินแดนคืนเสียแล้ว เพราะว่าแผนที่ต่างๆ ก็ถูกปิดบังซ่อนเร้น รมว.ต่างประเทศ เอง ก็ไม่เปิดเผย เพราะต้องการให้ดำเนินการสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ก่อน

ถล่มรัฐบาลขายประเทศ

"ถือได้ว่ามติครม.ครั้งนี้ประเทศไทยได้เสียอธิปไตยไปแล้ว รัฐบาลชุดนี้จึงไม่มีความชอบธรรมที่จะปกป้องอธิปไตยอีกต่อไป การสูญเสียดินแดนในครั้งนี้เลวร้ายกว่าการขายหุ้นชินคอร์ป ใน2ปีที่แล้วเพราะนั่นแค่ขายดาวเทียม แต่ครั้งนี้ถือว่าเอาประเทศชาติไปขายเลย"เขาระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นได้มีฝนตกลงมาอย่างหนัก โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้กางผ้าใบขึงระหว่างต้นมะขาม 2 ข้างทางถนนราชดำเนินเพื่อหลบฝน สำหรับเวทีปราศรัยมีการโจมตีรัฐบาลนายสมัครโดยเฉพาะประเด็นเรื่องเขาพระวิหาร

บุกทำเนียบศุกร์นี้ไม่ชนะไม่กลับ

เวลา 20.40 น.นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ขึ้นเวที พร้อมกล่าวขอประชามติจากประชาชนผู้ร่วมชุมนุม ว่า ในเวลา 13.00 น.วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายนนี้ จะเคลื่อนการชุมนุมจากบริเวณเชิงสะพานมัฆวานฯ ไปยังบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยการเคลื่อนย้ายการชุมนุมครั้งนี้จะเก็บข้าวของทั้งหมด เป็นการทุบหม้อข้าว หากไม่ชนะก็จะไม่กลับ ตนขอเชิญชวนประชาชนทุกคนที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มาร่วมกับกลุ่มพันธิมิตร

ขณะที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กล่าวว่า การเคลื่อนขบวนของพันธมิตร จะไม่เข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาลและจะไม่ทำลายข้าวของใด ๆ ทั้งสิ้น การเคลื่อนขบวนดังกล่าวเป็นการยืนยันข้อเรียกร้องให้รัฐบาลออกไป พันธิมิตรฯ ปักหลักชุมนุมมา 20 วันแล้ว รัฐบาลกลับไม่ทำอะไร ดังนั้น รัฐบาลควรออกไปได้แล้ว
วันที่ 18/6/2008

School of law

posted on 17 Jun 2008 12:32 by tonkook